IELTS Reading Question Types: คู่มือครบทุกประเภทคำถามที่ต้องรู้
10 มิถุนายน 2569 · อ่าน 11 นาที · ครูพี่หวาย ธฤตสรณ์ ศรพรหม

การเตรียมตัว IELTS Reading ไม่ได้มีแค่การอ่านบทความภาษาอังกฤษเยอะ ๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้จัก Question Types หรือประเภทคำถามที่ออกสอบ
ผู้สอบจำนวนมากเสียคะแนนไม่ใช่เพราะอ่านไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่คุ้นกับรูปแบบคำถามและวิธีคิดที่แต่ละประเภทต้องการ
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก IELTS Reading Question Types ทั้งหมด พร้อมอธิบายว่าคำถามแต่ละแบบวัดอะไร และประเภทไหนที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
โครงสร้างข้อสอบ IELTS Reading
ก่อนดูประเภทคำถาม มาทำความเข้าใจภาพรวมของข้อสอบก่อน
- มี 3 บทความ
- รวมทั้งหมด 40 ข้อ
- ใช้เวลา 60 นาที
- ไม่มีเวลาเพิ่มสำหรับย้ายคำตอบลง Answer Sheet
- ตอบผิดไม่ถูกหักคะแนน
สำหรับ IELTS Academic โดยทั่วไป Passage 1 มักง่ายกว่า Passage 2 และ Passage 3 แม้ว่าระดับความยากอาจแตกต่างกันในแต่ละชุดข้อสอบก็ตาม
IELTS Reading Question Types ทั้งหมด
ด้านล่างคือประเภทคำถามที่อาจพบได้ในการสอบจริง
| Question Type | ทักษะหลักที่วัด |
|---|---|
| Matching Headings | การจับใจความสำคัญ |
| Matching Information | การค้นหาข้อมูลเฉพาะ |
| Matching Features | การเชื่อมโยงข้อมูล |
| Matching Sentence Endings | ความเข้าใจรายละเอียด |
| True / False / Not Given | การเปรียบเทียบข้อมูล |
| Yes / No / Not Given | การวิเคราะห์ความคิดเห็น |
| Multiple Choice | ความเข้าใจเนื้อหา |
| List of Options | การเลือกข้อมูลหลายรายการ |
| Choose a Title | การจับใจความรวมของบทความ |
| Sentence Completion | การค้นหาข้อมูล |
| Summary Completion | การจับใจความและคำศัพท์ |
| Table Completion | การสแกนข้อมูล |
| Flowchart Completion | การติดตามลำดับขั้นตอน |
| Diagram Label Completion | การตีความแผนภาพ |
| Short Answer Questions | การค้นหาคำตอบตรงจุด |
แม้จะมีหลายประเภท แต่ในการสอบแต่ละครั้งคุณจะเจอเพียงบางส่วนเท่านั้น
กลุ่ม Matching Questions
คำถามกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่ผู้สอบหลายคนมองว่ายากที่สุด เพราะต้องมองภาพรวมของบทความมากกว่าหาคำตอบทีละข้อ
Matching Headings
ให้จับคู่หัวข้อกับย่อหน้าที่เหมาะสม
ทักษะสำคัญคือการหา Main Idea ของแต่ละย่อหน้า ไม่ใช่การมองหาคำศัพท์ที่เหมือนกัน
Matching Information
ให้หาว่าข้อมูลที่กำหนดอยู่ในย่อหน้าใด
ข้อมูลอาจไม่เรียงตามลำดับของบทความ ทำให้ต้องสแกนหลายส่วนพร้อมกัน
Matching Features
ให้จับคู่ข้อมูลกับบุคคล กลุ่ม หรือสิ่งที่กำหนด
มักพบในบทความที่มีนักวิจัย หลายองค์กร หรือหลายทฤษฎี
Matching Sentence Endings
ให้เลือกส่วนท้ายประโยคที่ถูกต้อง
ต้องเข้าใจความหมายของประโยคทั้งชุด ไม่ใช่อาศัยการจับคำศัพท์เพียงอย่างเดียว
กลุ่ม True / False / Not Given
นี่คือประเภทคำถามที่สร้างความสับสนให้ผู้สอบมากที่สุด
True / False / Not Given
ใช้กับข้อเท็จจริง
- True = ข้อมูลตรงกับบทความ
- False = ข้อมูลขัดแย้งกับบทความ
- Not Given = บทความไม่ได้ให้ข้อมูลเพียงพอ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเลือก False ทั้งที่จริงควรเป็น Not Given (อ่านเจาะลึกเรื่องนี้ได้ในบทความ Not Given คืออะไร)
Yes / No / Not Given
รูปแบบคล้ายกัน แต่ใช้กับความคิดเห็นหรือมุมมองของผู้เขียน
- Yes = ผู้เขียนเห็นด้วย
- No = ผู้เขียนไม่เห็นด้วย
- Not Given = ไม่ได้แสดงจุดยืน
กลุ่ม Multiple Choice และการเลือกคำตอบ
Multiple Choice
หลายคนคิดว่าง่ายเพราะคุ้นเคยจากข้อสอบทั่วไป
แต่ใน IELTS ตัวเลือกมักถูกออกแบบมาให้คล้ายกันมาก
การอ่านเพียงผิวเผินจึงอาจทำให้เลือกคำตอบที่ดูเหมือนถูกแต่ไม่ตรงกับบทความจริง
List of Options
ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องหลายข้อจากรายการตัวเลือกที่ยาวกว่าปกติ
จุดที่ต้องระวังคืออ่านคำสั่งให้ดีว่าโจทย์กำหนดให้เลือกกี่ข้อ การตอบเกินหรือขาดจำนวนที่กำหนดจะเสียคะแนน
Choose a Title
ให้เลือกชื่อเรื่องที่เหมาะกับบทความทั้งบท
ทักษะที่วัดคือการจับใจความรวมของทั้งบทความ ไม่ใช่แค่ย่อหน้าใดย่อหน้าหนึ่ง
กลุ่ม Completion Questions
เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยมากในการสอบจริง
Sentence Completion
เติมคำหรือวลีให้ประโยคสมบูรณ์
Summary Completion
เติมข้อมูลในบทสรุปของบทความ
Table Completion
เติมข้อมูลในตาราง
Flowchart Completion
เติมข้อมูลในแผนผังหรือขั้นตอน
Diagram Label Completion
เติมชื่อหรือป้ายกำกับในภาพ
คำถามกลุ่มนี้มักวัดทั้งการสแกนข้อมูลและความสามารถในการเลือกคำตอบตามข้อกำหนดจำนวนคำ
Short Answer Questions
ให้ตอบคำถามสั้น ๆ โดยใช้คำจากบทความ
จุดสำคัญคือการอ่านคำสั่งให้ละเอียด
หากโจทย์กำหนด
NO MORE THAN TWO WORDS
การตอบเกินจำนวนคำที่กำหนดจะถือว่าผิดทันที แม้ข้อมูลจะถูกต้องก็ตาม
Question Type ไหนยากที่สุด?
แม้ความยากจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ประเภทที่ผู้สอบมักเสียคะแนนมากที่สุดคือ
- Matching Headings
- True / False / Not Given
- Yes / No / Not Given
เหตุผลคือคำถามเหล่านี้ไม่ได้วัดแค่การหาคำตอบในบทความ แต่ต้องอาศัยการตีความและความเข้าใจในระดับที่ลึกกว่า
ควรฝึกประเภทไหนก่อน?
หากเพิ่งเริ่มเตรียมสอบ IELTS Reading
แนะนำให้เริ่มจาก
- Multiple Choice
- Sentence Completion
- Summary Completion
ก่อน
เมื่อเริ่มคุ้นกับข้อสอบแล้ว จึงค่อยเพิ่ม
- Matching Headings
- Matching Information
- True / False / Not Given
- Yes / No / Not Given
ซึ่งเป็นประเภทที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะมากกว่า
สรุป
IELTS Reading ไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แต่ยังวัดว่าคุณสามารถรับมือกับ Question Types ที่หลากหลายได้ดีแค่ไหน
เพราะคุณไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวันสอบจะออกประเภทใดบ้าง วิธีเตรียมตัวที่ดีที่สุดคือฝึกให้ครบทุก Question Type และให้ความสำคัญกับประเภทที่ยังเป็นจุดอ่อนของตัวเอง
เมื่อคุณเข้าใจรูปแบบคำถามทั้งหมดแล้ว การฝึกทำข้อสอบแต่ละชุดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้เก็บคะแนนได้สม่ำเสมอในวันสอบจริง
อยากลองฝึก IELTS Reading ครบทุก Question Type?
ชุดข้อสอบ IELTS Reading ของ U-Prep Academy ครอบคลุมคำถามทุกประเภท พร้อมเฉลยและคำอธิบายละเอียด ช่วยให้คุณรู้ทันจุดอ่อนและพัฒนาคะแนนได้อย่างเป็นระบบ
คำถามที่พบบ่อย
- IELTS Reading มีกี่ข้อ ใช้เวลาเท่าไหร่?
- มี 40 ข้อ จาก 3 บทความ ใช้เวลา 60 นาที โดยไม่มีเวลาเพิ่มให้ย้ายคำตอบลงกระดาษคำตอบ ต่างจาก Listening จึงต้องบริหารเวลาให้ดี
- ในการสอบจริงเจอคำถามครบทุกประเภทไหม?
- ไม่ครบ แต่ละครั้งจะเจอเพียงบางประเภท และคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะเจอแบบไหน นี่คือเหตุผลที่ต้องฝึกให้ครบทุกประเภทเพื่อให้พร้อมไม่ว่าจะเจออะไร
- ประเภทคำถาม Academic กับ General ต่างกันไหม?
- ประเภทคำถามเหมือนกัน ต่างกันที่เนื้อหาและระดับความยากของบทความ Academic ใช้บทความเชิงวิชาการ ส่วน General ใช้เนื้อหาในชีวิตประจำวันและการทำงาน
- ตอบผิดถูกหักคะแนนไหม?
- ไม่หัก แต่ละข้อมีค่าหนึ่งคะแนน ตอบผิดไม่ถูกหักคะแนน จึงควรตอบทุกข้อแม้ไม่แน่ใจ ไม่ควรเว้นว่าง